random xúc xắc

ThaiPublica > บล็อก > ศึกชิงทำเนียบขาว (1): เดิมพันสุดท้ายของ “ฮิลลารี” กับคู่ท้าชิงอย่าง “ทรัมป์”

ศึกชิงทำเนียบขาว (1): เดิมพันสุดท้ายของ “ฮิลลารี” กับคู่ท้าชิงอย่าง “ทรัมป์”

27 กรกฎาคม 2016
พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า เล่าประสบการณ์การเข้าร่วมโครงการ International Visitor Leadership Program (IVLP) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อสังเกตการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2559
random xúc xắcLiên kết đăng nhập
บรรยากาศการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถพบเห็นได้ทั่วไป นี่คือป้ายหาเสียงของเบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้ว่าการรัฐเวอร์มอนต์ หนึ่งในผู้ชิงสมัครชิงสิทธิการเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45
ระยะทาง กว่า 13,000 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางด้วยเครื่องบินนานกว่า 20 ชั่วโมง คือ “ความห่าง” ทางกายภาพ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเป็น “ความห่าง” ในเรื่องที่เป็นนามธรรมอย่างสิทธิเสรีภาพและบรรยากาศทางการเมืองล่ะ ในยุคที่รัฐบาลทหารและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครองเมืองนี้ ทั้ง 2 ประเทศ มีความแตกต่างและห่างเหิน กันมากน้อยเพียงใด? ในเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสบินไปเหยียบดินแดนแห่งเสรีภาพ เพื่อสังเกตการณ์การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังเข้มข้น แม้จะยังอยู่ในขั้นการชิงสิทธิ์การเป็นตัวแทนของ 2 พรรคการเมืองขนาดใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “การเลือกตั้งขั้นต้น” ยังไม่ใช่ “การเลือกตั้งทั่วไป” ที่ผู้ชนะจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตาม ตลอด 10 วันได้พูดคุยกับแหล่งข่าว ราว 20-30 คน ตั้งแต่นักการเมือง นักวิชาการ อาจารย์ สื่อมวลชน อาสาสมัคร ชาวบ้านธรรมดา ฯลฯ ก็พยายามที่จะเชื่อมโยงและเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมได้เจออะไรมาบ้างระหว่างเดินทางไปดู “ศึกชิงทำเนียบขาว” ครั้งนี้

เดิมพันสุดท้ายของ “ฮิลลารี คลินตัน”

หลังโฆษกบนเวทีประกาศชื่อ เธอก็เดินขึ้นมาเปิดตัวต่อสาธารณชนด้วยท่วงท่ามาดมั่น ก่อนรับไมโครโฟนแล้วเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง ลีลาการยกมือชี้นิ้วและวาดมือไปทางซ้ายทีทางขวาทีดึงความสนใจของผู้คนไปที่จุดเดียว เธอหมุนตัวไปรอบๆ เพื่อสบตากับคนนับพันที่มาเฝ้ารอตั้งแต่หัวค่ำ ก่อนจะหยุดยิ้มแบบนางสิงห์ เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายที่หนึ่งในผู้สนับสนุนของเธอชูอยู่เบื้องหลัง ว่านี่แหละ คือ Madam President …แล้วก็หันมาพูดต่อไป หลังการปราศรัยที่ใช้เวลาราว 15 นาทีจบลง เสียงปรบมือและร้องเรียกชื่อเธอก็ดังกึงก้องสนามหญ้าของศาลาว่าการเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย จนอาคารอายุราวสองร้อยปีนี้สั่นไหว ก่อนที่ความวุ่นวายจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อผู้อยู่บนเวทีเตรียมเดินทางกลับ เพราะผู้คนหลายร้อยต่างกรูเข้าไปจะขอใกล้ชิดกับเธอให้ได้มากที่สุด

นั่นคือเหตุการณ์ค่ำวันที่ 25 เมษายน 2559 ซึ่งเราเข้าไปดู “ฮิลลารี คลินตัน” (Hillary Clinton) ปราศรัยหาเสียงเป็นครั้งสุดท้าย  ก่อนศึกใหญ่ Super Tuesday ที่จะมีขึ้นในวันถัดไป ท่ามกลางผู้ฟังกว่า 1,200 คน
[หมายเหตุ: Super Tuesday หมายถึงการเลือกตั้งขั้นต้นที่จะมีขึ้นพร้อมกันวันเดียวในหลายๆ รัฐ โดยมีกำหนดหย่อนบัตรวันอังคาร มีความสำคัญตรงที่มีคะแนนเสียงให้เก็บเป็นกอบเป็นกำ ในแต่ละปีเลือกตั้ง จะมีจำนวน Super Tuesday ไม่เท่ากัน โดยปีนี้มีจำนวน Super Tuesday ถึง 4 ครั้ง และ Super Saturday อีก 1 ครั้ง] ในช่วงเวลาดังกล่าว การเลือกตั้งขั้นต้นกำลังอยู่ในช่วงที่เข้าด้ายเข้าเข็มเป็นอย่างยิ่ง ชาวอเมริกันตื่นตัวกับการเลือกตั้งครั้งนี้มาก เปิดรายการข่าวไปช่องไหนๆ ก็จะเจอรายการพิเศษเกี่ยวกับ U.S. Presidential Elections 2016 ซึ่งต่างกับบรรยากาศก่อนวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของไทย ในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ราวฟ้ากับดิน – ข้างพรรคเดโมแครต แม้ฮิลลารีจะมีคะแนนนำ แต่ “เบอร์นี แซนเดอร์ส” (Bernie Sanders) ผู้ว่าการรัฐเวอร์มอนต์ ก็ไล่ตามอย่างไม่ลดละ (ก่อนที่แซนเดอร์สจะยอมจำนน เมื่อพ่ายการเลือกตั้งในรัฐใหญ่อย่างแคลิฟอร์เนีย ในอีก 2 เดือนถัดมา) – ข้างพรรครีพับลิกัน 2 ผู้สมัครที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ อย่าง “เท็ด ครูซ” (Ted Cruz) ส.ว.รัฐเท็กซัส และ “จอห์น เคซิก” (John Kasick) ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ประกาศจับมือกันรุมกินโต๊ะผู้นำอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” (Donald Trump) มหาเศรษฐี ที่คะแนนกำลังนำลิ่ว (ก่อนทั้งคู่จะประกาศถอนตัว หลังพ่าย Super Tuesday ครั้งนั้นอย่างยับเยิน)

random xúc xắcLiên kết đăng nhập
ฮิลลารี คลินตัน ทุ่มให้กับการลงสมัครประธานาธิบดีครั้งนี้อย่างสุดตัว อาจเพราะรู้ดีว่า นับแต่เข้ามาโลดแล่นในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ กว่า 40 ปี ตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เป็น ส.ว.รัฐนิวยอร์ก ไปจนเป็น รมว.ต่างประเทศ …นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด และจะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของชีวิต?
การกลับมาแก้ตัวของฮิลลารี หลังแพ้เลือกตั้งขั้นต้นให้กับ ส.ว.หนุ่มที่มาจากรัฐบ้านเกิดของเธอเองอย่างรัฐอิลลินอยส์ อย่าง “บารัก โอบามา” (Barack Obama) เมื่อปี ค.ศ. 2008 ชนิดพลิกความคาดหมาย สื่ออเมริกันหลายสำนักระบุตรงกันว่า ฮิลลารีเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 2016 เป็นอย่างดี

นักข่าวไทยที่อาศัยและทำงานอยู่ในสหรัฐฯ มานับสิบปี ระบุว่า ฮิลลารีได้นำบทเรียนจากความพ่ายแพ้เมื่อ 8 ปีก่อน มาใช้ในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างละเอียดรอบคอบและเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งใช้วิธีหาเสียงแบบดั้งเดิม นั่นคือ ออกหนังสือ Hard Choices (วางแผงปี ค.ศ. 2014 เล่าเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญ สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ของฮิลลารี) แล้วใช้โอกาสเดินสายโปรโมตหนังสือหาเสียงไปในตัว ไม่รวมถึงการส่งทีมงานไปเคาะประตูบ้านในฐานเสียงที่เคยเป็นจุดอ่อนก่อนเลือกตั้งขั้นต้นนานนับปี และเมื่อการเลือกตั้งขั้นต้นเริ่มขึ้น เธอก็เน้นหาเสียงโดยพูดถึงนโยบายเป็นหลักแม้คู่แข่งจะพยายามดึงเข้าสู่เกมสาดโคลนอย่างไรก็ตาม

“ทั้งหมดทั้งมวล ทำให้ในช่วงต้นๆ ผลโพลคะแนนนิยมของเธอจะออกมาค่อนข้างดี หลายครั้งที่มีคะแนนนิยมห่างจากคู่แข่งถึง 2 หลัก” นักข่าวไทยรายนี้ระบุ

เหตุที่ฮิลลารีต้องลงทุนทำขนาดนี้ อาจเพราะมีการประเมินว่า ถ้าแพ้การเลือกตั้งอีก จะไม่มีโอกาสครั้งที่สาม ไม่มี Third time lucky สำหรับเธอ เพราะในปัจจุบัน ฮิลลารีก็มีอายุถึง 68 ปี 9 เดือน เกือบเท่ากับ “โรนัลด์ เรแกน” (Ronald Reagan) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ในวันเข้ารับตำแหน่ง คือ 69 ปี 11 เดือน (อายุเฉลี่ยประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง คือ 54 ปี 11 เดือน)

และหากคราวนี้ต้องพลาดไปอีก ไม่เพียงภาพ “ผู้แพ้” จะติดตัวเธอไปตลอด ถ้าต้องรออีก 4 ปีข้างหน้า คนจำนวนไม่น้อยคงรู้สึกว่าเธอแก่เกินแกงไปเสียแล้ว

ด้วยการเตรียมการมาอย่างดี ทำให้ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนนี้ เธอถูกยกให้เป็น “ตัวเต็ง” ชนิดว่านอนมาอีกครั้ง

แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ก่อนที่นักธุรกิจผู้มีทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ คนนอกคอกของแวดวงการเมืองอเมริกัน อย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จะปรากฏตัว !
[หมายเหตุ : กำหนดการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมเครต (Democratic National Convention 2016) เพื่อเลือก “ฮิลลารี คลินตัน” เป็นผู้สมัครประธานาธิบดีของพรรคอย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 กรกฎาคม 2559 ที่ Wells Fargo Center สนามกีฬาของทีมบาสเก็ตบอลและทีมฮอกกี้ประจำเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย นี่เอง]

random xúc xắcLiên kết đăng nhập
ทำเนียบขาวในวันฝนพรำ – ปฏิทินการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการค่อนข้างแน่นอน วันเลือกตั้งทั่วไปจะอยู่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของปีเลือกตั้ง (คือทุก 4 ปี/ครั้ง) และผู้ชนะจะเข้าร่วมพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป ก่อนจะเริ่มทำงานโดยทันที ในวันรุ่งขึ้น …ว่าแต่ในวันที่ 21 มกราคม 2560 ใครจะได้เข้ามานั่งทำงานในอาคารหลังนี้กันแน่?

การแข่งขันครั้งล่าสุดของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

กว่าครึ่งเดือนที่เราอยู่ในสหรัฐฯ แหล่งข่าวชาวอเมริกันหลายคนที่ได้พบกับพวกเราจะชิงเอ่ยถึง “โดนัลด์ ทรัมป์” ก่อนที่เราจะได้อ้าปากถามเสียอีก ด้วยมุมมองที่แตกต่างหลากหลายกันไป สมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนบอกว่า หากทรัมป์ได้เป็นผู้นำของประเทศนี้จริงน่าจะสร้างหายนะให้กับสหรัฐฯ อย่างที่ใครหลายคนคาดไม่ถึง สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนบอกว่า ถ้าทรัมป์ได้เป็นตัวแทนพรรคจริง อาจจะหันไปเลือกผู้สมัครจากพรรคคู่แข่งแทน ฝรั่งที่เคยมาอยู่เมืองไทยกว่า 30 ปี เปรียบเทียบทรัมป์กับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีพื้นเพคล้ายๆ กัน คือเป็นมหาเศรษฐีที่มาลงเล่นการเมือง ปากไวพูดอะไรก่อนที่จะคิด และนิยมการใช้อำนาจสั่งการเด็ดขาดฉบับไว

แต่คนไทยที่ไปอยู่สหรัฐฯ นานหลายสิบปีอย่าง “นิตยา มาพึ่งพงศ์” หัวหน้าแผนกภาษาไทย ของสถานีวิทยุวีโอเอ (Voice of America) กลับเชื่อว่า เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งทั่วไปจริง ทรัมป์จะต้องเปลี่ยนท่าทีและนโยบายของตัวเองจากที่เคยใช้หาเสียงในการเลือกตั้งภายในของพรรครีพับลิกัน

“เพราะอย่าลืมว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศสหรัฐฯ ทั้งหมด มีความหลากหลายมาก เห็นได้จากโครงสร้างประชากรกว่า 323 ล้านคน นอกจากคนผิวขาวก็ยังมีคนละติน/ฮิสแพนิกถึง 17.4% คนผิวดำ 12.6% และคนเอเชีย อีก 4.7%” นิตยาให้ความเห็น

ในขณะที่มีคนจำนวนไม่น้อยไม่ชอบทรัมป์ เพราะมองว่าเป็นพวกปากเสีย พูดอะไรไม่คิด และประกาศนโยบายไม่เข้าท่าอยู่หลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะนโยบายสร้างรั้วป้องกันชายแดนประเทศสหรัฐฯ กับประเทศเม็กซิโก ที่จะให้รัฐบาลเม็กซิโกเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงนโยบายส่งกลับผู้หลบหนีเข้าเมืองมาใช้แรงงานทั้งหมด ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะทำให้สังคมสหรัฐฯ เกิดวิกฤติขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง

แต่ก็มีอีกหลายๆ คนที่ชื่นชอบทรัมป์ เพราะมองว่า เขาเป็นผู้สมัครคนเดียวของพรรครีพับลิกันที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี

ที่สำคัญ คะแนนเสียงที่ทรัมป์ได้รับในการเลือกตั้งขั้นต้นถึง 14 ล้านเสียง เป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ

“วิลเลียม กัลสตัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภายในประเทศ การรณรงค์ทางการเมือง และการเลือกตั้ง จากองค์กรวิจัยอันเก่าแก่และมีชื่อเสียงอย่างสถาบันบรูกกิง (Brooking Institute) ระบุว่า จุดแข็งของทรัมป์อยู่ที่การกล้าพูดในสิ่งที่ชาวอเมริกันทั่วไปอยากได้ยิน แต่นักการเมืองอเมริกันกลับไม่มีใครกล้าพูด ไม่ว่าจะเรื่องปัญหาผู้ก่อการร้าย ปัญหาแรงงานต่างชาติ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในวอลล์สตรีท ฯลฯ

ความเห็นของนักวิจัยรายนี้ สอดคล้องกับนักข่าวจากองค์กรสื่อท้องถิ่นในรัฐนิวแฮมป์เชียร์รายหนึ่ง ที่ระบุว่า ตัวเต็งผู้สมัครเชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีทั้ง 2 พรรค มีบุคลิกที่เหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกัน ในขณะที่ฮิลลารี แม้จะมีข้อดีคือมีประสบการณ์การทำงานสูง แต่ถูกมองว่าเป็นคนเย็นชา เจ้าระเบียบ และมีความเป็นนักการเมืองสูง (ในความหมายเชิงลบ คือ พูดไม่ตรงกับที่ใจคิด) แต่ทรัมป์ถึงจะดูโผงผาง น่ารำคาญ และสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดความแตกแยก แต่บางคนก็มองว่าเป็นข้อดีคือพูดตรงกับใจ หลายคนถึงขั้นเปรียบเปรยว่า ก็ไม่ต่างจาก “คุณลุงขี้เมาพูดจาเสียงดัง” ที่หลายคนน่าจะเคยเจอในชีวิตจริง

“เหตุที่ทั้งแซนเดอร์สและทรัมป์สามารถยืนระยะสู้กับพวกนักการเมืองแท้ๆ ได้นานแบบพลิกความคาดหมาย เพราะทั้ง 2 คนถูกมองว่าเป็น outsider สังคมอเมริกันกำลังเบื่อนักการเมืองที่ดีแต่พูดแต่ไม่ทำอะไรที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง” นักข่าวรายนี้วิเคราะห์

  สารคดีเรื่อง The Making of Donald Trump ของสถานีโทรทัศน์ช่อง History Channel ได้คลี่เส้นทางชีวิตตลอด 70 ปีของมหาเศรษฐีรายนี้ ที่เคยพบกับทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ไม่ว่าจะในฐานะเจ้าของโรงแรม กาสิโน สนามกอล์ฟ ทีมอเมริกันฟุตบอล รายการเรียลิตี้โชว์ ไปจนถึงการประกวดนางงามจักรวาล แต่ไม่ว่าจะล้มมากี่ครั้ง สิ่งทรัมป์เป็นมาตลอดก็คือเขาไม่เคยหน่ายการแข่งขัน ในสารคดีดังกล่าว ทรัมป์ไม่ปิดปังความต้องการจะลงเล่นการเมือง และเคยเข้าไปเสนอตัวเป็นผู้สมัครชิงประธานาธิบดีให้กับพรรคปฏิรูป (Reform Party) ในปี ค.ศ. 2000 ก่อนจะขอถอนตัวเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นในพรรค ย้อนกลับมาในปัจจุบัน แม้จะเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในพรรครีพับลิกันเช่นกัน ต่อการเสนอชื่อทรัมป์เป็นผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี “ตัวจริง” ของพรรค ไม่ใช่แค่ “ว่าที่” เห็นได้จากการที่แกนนำพรรคหลายคนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรครีพับลิกัน (Republican National Convention 2016) ที่มีขึ้นที่ Quicken Loans Arena สนามเหย้าของทีมแชมป์บาสเกตบอลเอ็นบีเอปีล่าสุด Cleveland Cavaliers ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ระหว่างวันที่ 18-21 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

แต่ทรัมป์ก็ยังยืนยันจะเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นี้ต่อไป

เพราะเขาชนะการเลือกตั้งขั้นต้นมาแล้ว และเขาไม่เคยหน่ายการแข่งขัน

การแข่งขันจะยังไม่ยุติ เมื่อไม่รู้ผลแพ้ชนะ!

(ศึกชิงทำเนียบขาว ตอนที่ 2 ว่าด้วยระบบเลือกอเมริกาและจริงไหมที่สื่ออเมริกันเลือกข้าง)
keno online top 10 casino online casino trực tuyến baccarat online tải baccarat